จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผ่าตัดคลอดบุตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผ่าตัดคลอดบุตร แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อาการเจ็บครภ์เตือนและเจ็บครรภ์จริง



ปวดเตือน

มดลูกจะบีบตัวไม่สม่ำเสมอ ไม่แน่ไม่นอน การบีบแต่ละครั้งไม่เท่ากันทั้งความแรงและระยะเวลา (มักครั้งละไม่เกิน 30 วินาที) ขณะเริ่มมีการบีบตัวของมดลูก ถ้าเราเปลี่ยนท่าทางหรือเดินหรือพักจากขณะเดินอยู่ หรือเปลี่ยนอิริยาบถ อาการบีบตัวของมดลูกก็จะหายไป แม้เวลาผ่านไปอาการปวดไม่รุนแรงขึ้นและไม่ถี่ขึ้น และถ้าจะมีการปวดตอนมดลูกบีบตัว มักจะปวดบริเวณหน้าท้อง ไม่ร้าวไปที่ใด

ปวดท้องคลอดจริง


อาการ ปวดท้องจากมดลูกหดตัวจะค่อนข้างสม่ำเสมอและจะถี่ขึ้น ปวดมากขึ้นตามลำดับ เช่นจากทุก 10 นาที มาเป็นทุก 5 นาที ปวดนานคราวละ 20 นาที เป็น 30-40 นาทีขึ้นไปเป็นต้น

นอกจากนี้แม้จะขยับตัวเปลี่ยนท่าทางอย่างไรก็จะ ยังปวดเหมือนเดิม อาการปวดก็มักจะร้าวไปที่ด้านหลังและถ่วงลงล่างไปที่ก้น ความรุนแรงของการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงแนะนำว่าถ้าท่านรู้สึกปวดท้อง สงสัยจะคลอดให้ลองสังเกตประมาณ 1 ช.ม. ถ้าปวด 6-10 ครั้ง ค่อนข้างสม่ำเสมอก็แปลว่าปวดท้องคลอดจริงแล้ว ถ้ามีมูกปนเลือดออกทางช่องคลอดยิ่งจริงมากขึ้น

และถ้ามีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วยต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที แม้จะมีหรือไม่มีอาการปวดท้องคลอดก็ตาม

1. มีถุงน้ำแตก (น้ำเดิน) คือมีน้ำคล้ายปัสสาวะไหลออกมาทางช่องคลอด
2. มีเลือดสด ๆ ออกมาที่ไม่ใช่มูกปนเลือด
3. เด็กไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวน้อยกว่า 3 ช.ม.

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การผ่าตัดคลอดบุตร

การผ่าตัดคลอดบุตร

การผ่าตัดคลอดคืออะไรและทำไมต้องใช้วิธีนี้
เมื่อ แพทย์มีความเห็นว่าการคลอดด้วยวิธีการปกติจะทำให้คุณแม่หรือลูกน้อยมีความ เสี่ยงมากเกินไป แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดคลอด ทั้งนี้สาเหตุที่แพทย์แนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดคลอดอาจสืบเนื่องมาจาก

• ภาวะรกเกาะต่ำ เมื่อรกเกาะต่ำหรือขวางทางออกของทารก รกลอกตัวก่อนกำหนด มีการตกเลือดก่อนคลอด

• ตั้งครรภ์แฝดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

• ทารกมีการผิดสัดส่วนระหว่างศีรษะทารกกับช่องเชิงกราน  เกินกว่าที่จะคลอดผ่านกระดูกเชิงกราน

• ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ  เช่น เอาก้นลง/ท่าก้น  หรือ ขวางตัว

• คุณแม่มีความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงหรือมีความเจ็บป่วยอื่น เช่น ครรภ์เป็นพิษ

• สุขภาพของทารกเสี่ยงต่อการเสียชีวิต  ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องนำเด็กออกจากครรภ์โดยเร็ว

• มีภาวะสายสะดือย้อย คือเมื่อสายสะดือพลัดต่ำ ทำให้ไม่สามารถคลอดทารกออกมาได้โดยง่าย

• มี ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องทำให้คลอดโดยเร็ว  เช่น สายสะดือย้อย  ทารกอยู่ในภาวะวิกฤต  ภาวะความดันโลหิตสูง  ครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง  หรือ มีการชัก  ทารกมีการเจริญเติบโตช้า และอื่น ๆ

• น้ำเดินก่อนเจ็บครรภ์  โดยที่ปากมดลูกไม่พร้อมที่จะกระตุ้นให้คลอด

• มารดาเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งสามารถติดต่อสู่ลูกน้อยผ่านการคลอดทางช่องคลอด

• มารดามีโรคประจำตัว

• มีบุตรเมื่ออายุมากแล้ว

• ในรายที่มารดาติดเชื้อ HPV

• กรณีอื่นนอกเหนือจากนี้ซึ่งแพทย์และผู้ป่วยได้พิจารณาร่วมกันแล้วว่าจะเป็นผลดีต่อทารกและ/หรือมารดาทางด้านสุขภาพ

• ในรายที่ผู้ป่วยต้องทำการกำหนดวันคลอดเอง  ไม่ถือเป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

• ในกรณีที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์  ก็ให้เจ็บครรภ์และลองคลอดเองดูก่อนก็ได้

  ปัจจุบัน เพื่อลดความเจ็บปวดและทำการผ่าตัดได้อย่างได้ผล สูติแพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ดมยาสลบหรือฉีดยาเข้าไขสันหลัง โดยคุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างผ่าตัด แต่การดมยาสลบ คุณแม่จะไม่มีส่วนร่วมในการคลอด ไม่สามารถเห็นหน้าลูกทันทีที่เขาคลอด เพราะจะหลับไม่รู้ตัวและฟื้นตัวอีกทีหลังคลอด คุณแม่ส่วนใหญ่ จึงไม่เลือกวิธีนี้ อีกทั้งยาสลบอาจมีผลต่อลูกได้ เช่น ลูกคลอดแล้วไม่ร้อง ไม่ค่อยหายใจ เพราะเขาได้รับยาสลบเข้าไปด้วย ส่วนการฉีดยาเข้าไขสันหลังหรือบล็อกหลังนั้น ทารกไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพียงแต่จะทำให้ส่วนล่างชา ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด แต่คุณแม่สามารถรับรู้ได้ทุกอย่าง พร้อมทั้งได้ยินเสียงลูกและได้เห็นหน้าลูกทันทีที่เขาคลอดออกมา

ขั้นตอนในการผ่าตัดคลอด

ท่าน จะได้รับการซักประวัติการเจ็บป่วยและโรคประจำตัว รวมทั้งตอบคำถามต่างๆ ที่คุณแม่สงสัย แพทย์จะเจาะตัวอย่างเลือดและให้คุณลงชื่อในหนังสือแสดงความยินยอม แพทย์อาจจะให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ให้เป็นกลางและต่อสายน้ำเกลือเข้าหลอดเลือดดำที่แขน เพื่อที่แพทย์จะสามารถสังเกตระดับสารน้ำในร่างกาย  และให้ยาแก้ปวดเพิ่มเติมได้ถ้าคุณแม่ต้องการ

การเตรียมการสำหรับการผ่าตัดคลอด
วิสัญญี แพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ (การฉีดยาเข้าช่องเหนือช่องน้ำไขสันหลังหรือการฉีดยาเข้าช่องน้ำไขสันหลัง) และ  ใส่สายสวนไว้  ใน กระเพาะปัสสาวะ  เพื่อระบายปัสสาวะ (ใส่ไว้ประมาณ 12-24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด)  อาจต้องโกนขนบริเวณหัวหน่าวเพื่อเตรียมรับการผ่าตัด

การผ่าตัดคลอดทำอย่างไร
เมื่อ ยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะเริ่มลงมือผ่าตัดด้วยการผ่าเปิดหน้าท้องเพื่อให้สามารถมองเห็นทารก ที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำ และนำทารกออกจากถุงน้ำคร่ำสู่อ้อมอกของคุณแม่ การผ่าตัดจะเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็วโดยที่คุณแม่จะรู้สึกถึงแรงกดเพียงเล็ก น้อยเท่านั้น

ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากลูกน้อยลืมตาดูโลก

แพทย์ จะนำทารกไปไว้ใน “ตู้อบ”  ซึ่งเป็นเตียงที่อบอุ่นขนาดเล็ก เพื่อให้กุมารแพทย์ทำการตรวจร่างกายลูก เมื่อกุมารแพทย์พบว่าลูกของคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรง แพทย์จะห่อตัวลูกด้วยผ้าห่มและส่งให้คุณแม่หรือคุณพ่อชื่นชมแล้วนำไปดูแล ห้องเด็กอ่อน

เมื่อนำรกออกจากครรภ์จนหมดแล้ว แพทย์จะเย็บปิดมดลูกและหน้าท้องของคุณแม่ด้วยรอยเย็บที่ประณีต  ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ  30-45  นาที หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะพาคุณแม่กลับไปยังห้องพักผู้ป่วย  ซึ่งสูติแพทย์จะช่วยสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้แก่คุณ

การฟื้นตัวจากการผ่าตัดคลอด
โดย ส่วนใหญ่ คุณแม่จะฟื้นตัวได้ภายใน 24 ชั่วโมง และออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 3 วัน แต่ใช้เวลาประมาณ 6  สัปดาห์เพื่อให้รอยแผลจากการผ่าตัดคลอดหายดี ดังนั้น คุณแม่จะต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษเมื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้านเพื่อ ที่จะได้พักผ่อนและใช้เวลาอยู่กับลูกน้อยได้อย่างเต็มที่

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการตรวจรักษา
  •   เสียเลือดมากกว่าการคลอดทางช่องคลอดถึง 2 เท่า
  •   อาจเกิดภาวะติดเชื้อ
  •   อาจบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ  หลอดไต หรือ ลำไส้
  •   ความเสี่ยงจากการให้ยาชาเข้าไขสันหลัง  หรือ ดมยาสลบ
  •   เจ็บแผลนานกว่าการคลอดแบบธรรมชาติ

ระยะเวลาที่แผลจะหาย

โดย ปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ  2 - 4  สัปดาห์ แผลที่เย็บไว้จึงจะสมานเข้าด้วยกัน แต่ก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน อย่างไรก็ตาม แผลเย็บจะค่อยๆ สมานเข้าด้วยกันซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 - 12 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับลักษณะของการเย็บ   สิ่งสำคัญคือขอให้คุณแม่ดูแลความสะอาดของแผลเป็นอย่างดี เพื่อให้กลไกของร่างกายสมานแผลเข้าด้วยกันโดยไม่มีปัญหา เช่น ไม่เกิดการติดเชื้อ

การปฏิบัติตัวก่อน และหลังการผ่าตัดคลอดบุตร
 •    กรณีไม่ฉุกเฉิน  งดอาหารก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 6-8  ช.ม.
 •    ตรวจครรภ์ และดูแลร่างกายช่วงก่อนคลอดให้ดี  ให้มีปัญหา หรือ โรคแทรกซ้อนน้อยที่สุด
 •    เปิดแผลผ่าตัด หรือ ถูกน้ำได้หลังผ่าตัดประมาณ  7  วัน
 •    พักผ่อน  1-2  สัปดาห์
 •    ออกกำลังกายปกติได้หลัง  6  สัปดาห์

คำแนะนำในการดูแลให้แผลสมานตัวเร็วขึ้นหลังคลอดลูก

 •    ควรผ่อนคลายและอย่าทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากนัก

 •    รักษาความสะอาดและคอยดูแลให้แผลแห้ง วิธีการทำความสะอาดที่รวดเร็วก็คือ การฉีดละอองน้ำเพื่อล้างทำความสะอาด คุณควรทำความสะอาดวันละ 2-3  ครั้งและเช็ดให้แห้งอย่างเบามือ

  •    ต้องระวังอย่าให้ผ้าอนามัยไปขูดสีกับแผลที่เย็บไว้ และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ

  •    คุณแม่อาจใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณแผลได้ แต่ต้องไม่เกินครั้งละ 2-3 นาที ทั้งนี้เพราะความเย็นจะช่วยลดอาการบวม แต่หากนานเกินไปก็จะทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณแผลน้อยลง

  •    คุณแม่ควร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นที่อาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้ท้องผูก  นอกจากนี้การดื่มน้ำบ่อยๆ ยังช่วยให้คุณแม่ต้องไปห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ

หากคุณแม่รู้สึกเจ็บตึงบริเวณแผลมาก หรือสงสัยว่าอาจมีการอักเสบติดเชื้อ ควรรีบไปพบสูติแพทย์ทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก
พล.ต.นพ.ธีรศักดิ์   ธำรงธีระกุล   และทีมแพทย์
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช  โรงพยาบาลวิภาวดี