จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จะทำอย่างไรเมื่อต้องให้นมลูกในที่มีคนหมู่มาก หรือที่สาธารณะ

 

คุณแม่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจถ้าต้องให้ลูกดูดนมในที่สาธารณะที่มีคน อยู่มาก แต่ถ้าลองปฏิบัติตามที่จะแนะนำต่อไปนี้ดู จะเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น ตามปกติคนอื่น ๆ มักไม่ค่อยสนใจคนให้นมลูกเพราะเด็กจะเงียบไม่เรียกร้องความสนใจคนนัก นอกเหนือจากคำแนะนำนี้ลองถามคนที่เคยให้นมลูกว่าเขาปฏิบัติอย่างไร ซึ่งอาจมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

1. ถ้าการเดินทางนั้นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ อาจให้นมลูกก่อนเดินทางและหลังจากเดินทาง

2. หาที่พักสำหรับผู้หญิง, ที่นั่งพัก, ห้องน้ำ (ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ มักมีที่พักสำหรับผู้หญิง หรือสำหรับแม่ให้นมลูก)

3. ให้นมลูกในรถส่วนตัวของคุณ

4. ใช้ห้องลองเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง

5. นั่งที่เก้าอี้โดยหันหน้าเลี่ยงสายตาไปจากสายตาผู้คน

6. การใช้ผ้าสลิงห้อยตัวเด็กบังหรือผ้าห่มคลุมก็ช่วยได้

7. บางคนใช้วิธีให้นมแม่ที่เตรียมใส่ขวดไว้แทนเวลาต้องออกไปข้างนอก (แนะนำให้ใช้วิธีนี้เมื่อลูกดูดนมจากเต้าจนคุ้นแล้ว)

ต้องตั้งเวลาปลุกลูกขึ้นมาดูดนมหรือไม่
ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ เพราะจะเป็นการรบกวนการนอนของลูกและทำให้ลูกสับสนในการปลุกขึ้นมาดูดนมโดยที่เขายังไม่ต้องการ

ทำอย่างไรเมื่อต้องไปทำงานแล้ว
ที่ ทำงานบางแห่งมีที่ให้และอนุญาตให้นำลูกมาไว้ในที่ทำงานเพื่อให้นมลูกใน 6 เดือนแรก เพราะเล็งเห็นว่าจะเสียประโยชน์น้อยกว่าที่ลูกจ้างอาจต้องลางานเพราะลูกไม่ สบายอยู่ที่บ้านจากการกินนมขวด

แต่ถ้าต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยต้องให้ลูกอยู่ที่บ้านหลังหมดวันลา คลอด อาจทำได้โดยขอที่ที่เงียบและสะอาดในที่ทำงานเพื่อบีบหรือปั๊มนมจากเต้าใส่ ขวดนมที่สะอาด แล้วใส่ในตู้เย็นในที่ทำงาน แล้วนำกลับบ้านใส่ตู้เย็นเก็บไว้ให้ลูกดื่มขณะขณะคุณมาทำงานในวันถัดไป พบว่านมแม่ไม่เสียหรือบูดถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นในลักษณะที่กล่าวมานี้ (ถ้าไม่มีตู้เย็น ก็เก็บไว้ในกระติกคูลเลอร์ก็ได้)

ก่อนที่จะทำ อย่างนี้แนะนำให้ลูกได้เคยชินกับการดูดนมจากขวด ก่อนหลังจากเขาอายุได้ 4 สัปดาห์แล้ว เครื่องปั๊มน้ำนมจากเต้ามีขายตามร้านขายยาหรือห้างสรรพสินค้า มีทั้งชนิดใช้มือราคมถูกหรือแบบใช้ไฟฟ้า ใช้สะดวกแต่ราคาแพง (บางโรงพยาบาลมีให้คุณแม่เช่าด้วย)

ท่าให้นมลูก

 
 








ท่าทางของแม่และการอุ้มลูกในการให้นมมีได้หลายแบบให้เลือกทำ ที่สำคัญคือต้องรู้สึกสะดวกสบายสำหรับแม่และลูกในท่าทางที่เราเลือก
 ไม่ว่าจะเลือกท่าใดให้แน่ใจว่าปากลูกอยู่ใกล้กับหัวนมข้างที่จะให้ ลูกดูด ตัวและหน้าหันมาทางแม่โดยไม่ต้องเอียงคอ จะทำให้ลูกดูดได้สะดวก อาจจะมีหมอนมาหนุนใต้แขนและ/หรือที่บริเวณหลัง หรือคอ หรือรองรับตัวลูก ป้องกันเมื่อยก็ช่วยได้มาก


ท่าที่ 1 เป็นท่าที่นิยมคือ อุ้มลูกไว้บนตัก ใช้แขนข้างเดียวกับเต้านมที่จะให้ลูกดูดประคองศีรษะและคอลูก ใช้มืออีกข้างประคองเต้านม


ท่าที่ 2 ให้ตะโพกและตัวเด็กนอนอยู่บนแขนข้างตรงข้ามกับเต้านมที่จะให้ลูกดูดแล้วใช้ มือจับบริเวณซอกคอเด็ก พยุงศีรษะให้ลูกดูดนมโดยใช้มือข้างเดียวกับเต้านมนั้นประคองเต้านม วิธีนี้เหมาะกับเด็กตัวเล็ก ๆ ที่คลอดก่อนกำหนด


ท่าที่ 3 จับลูกหนีบไว้ข้างลำตัวแล้วใช้มือข้างเดียวกันประคองคอและไหล่เด็กให้ดูดนม เต้าข้างเดียวกัน โดยลูกอยู่ในลักษณะนอนหงายเหมาะสำหรับแม่ที่มีเต้านมใหญ่หรือหัวนมชี้ออก ด้านข้างมาก


ท่าที่ 4 เป็นท่านอนตะแคงเข้าหากัน ทั้งแม่และลูกโดยใช้แขนข้างลำตัวประคองลูกขณะที่แขนบนประคองเต้านม เหมาะสำหรับแม่ที่เพลียมาก ๆ หรือง่วงนอน หรือไม่สะดวกนั่ง

การคลอดก่อนกำหนด



ปกติ สตรีตั้งครรภ์จะคลอดที่อายุครรภ์ประมาณ  38-40 สัปดาห์  การคลอดก่อนกำหนด  หมายถึง มีการคลอดทารกออกมาก่อนอายุครรภ์  37  สัปดาห์เต็ม  โดยนับเริ่มต้นจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายก่อนตั้งครรภ์ เป็นวันที่ 1 (สำหรับคนที่มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอทุก 28 วัน)

ทารก ที่คลอดก่อนกำหนดจะมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ  น้ำหนักทารกปกติที่คลอดอายุครรภ์ 38-40 สัปดาห์จะอยู่ที่ประมาณ 2,500 – 3,000 กรัม  ถ้าคลอดก่อน 37 สัปดาห์มักมีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม  เรียกว่า “ทารกน้ำหนักน้อย”  ถ้าคลอดก่อน 30-32  สัปดาห์  น้ำหนักเฉลี่ยน้อยกว่า 1,500 กรัม  เรียกว่า “ทารกน้ำหนักน้อยมาก”

ความสำคัญ
การคลอด ก่อนกำหนดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ  เพราะเป็นสาเหตุของการตาย  และความพิการระยะยาวของทารกที่พบบ่อย  ทารกจะมีน้ำหนักน้อย  อวัยวะต่าง ๆ ยังไม่สามารถทำงานเองได้อย่างสมบูรณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการหายใจ  ทำให้ต้องรักษาเยียวยามาก  มีค่าใช้จ่ายสูง เป็นภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว  และของระบบสาธารณสุขของประเทศ  น้ำหนักยิ่งน้อย ยิ่งต้องดูแลมาก

การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
คือ การบีบตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ  จนทำให้เกิดการบางตัวและการเปิดของปากมดลูกก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์  ถ้ามีการบีบตัวดังกล่าว  แต่ไม่ทำให้ปากมดลูกบางตัว  เราเรียกว่า  การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดคุกคาม

การกำหนดอายุครรภ์
โดยทั่วไป กำหนดอายุครรภ์โดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายก่อนการตั้ง ครรภ์   แต่ถ้าประจำเดือนไม่แน่นอน  หรือ จำประจำเดือนไม่ได้  จะทราบอายุครรภ์ได้โดยการตรวจคลื่นความถี่สูงในไตรมาสแรกจะแม่นยำที่สุด  ถ้าเป็นไตรมาสที่สอง  หรือ สามก็พอจะประมาณได้   ถ้าคลอดมาแล้วน้ำหนักทารก  และลักษณะของทารกก็จะบอกอายุครรภ์ได้

สาเหตุการคลอดก่อนกำหนด

1. ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด

2. ครรภ์แฝด  ยิ่งแฝดมาก ยิ่งคลอดก่อนกำหนดมาก

3. รกเกาะต่ำ

4. มีอักเสบ หรือ ผ่าตัดในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่งอักเสบขณะตั้งครรภ์, ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

5. ปริมาณน้ำคร่ำมาก หรือน้อยเกินไป

6. มดลูกรูปร่างผิดปกติแต่กำเนิด  เนื้องอกมดลูก

7. รกลอกตัวก่อนกำหนดคลอด

8. มารดาสูบบุหรี่  เสพย์สารเสพติด  ภาวะทุโภชนาการ

9. มารดาอายุมาก  หรือน้อยเกิน (น้อยกว่า 18 ปี หรือ มากกว่า 35 ปี)

10. ทารกเจริญผิดปกติ

กลุ่มเสี่ยง
คุณ แม่กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด คือ กลุ่มที่อายุมาก หรือ น้อยเกินไป  สูบบุหรี่  ติดยาเสพติดอื่น ๆ น้ำหนักตัวมาก หรือน้อยเกินไปขณะตั้งครรภ์  เครียด  ทำงานหนัก  คุณแม่มีประวัติตั้งครรภ์และการคลอดที่ไม่ดี  เช่น  การแท้ง  การคลอดก่อนกำหนดในครั้งก่อน  ตั้งครรภ์แฝด  ภาวะติดเชื้อทางระบบปัสสาวะเฉียบพลัน  หรือ เรื้อรัง  มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์  ความดันโลหิตสูง  ปริมาณน้ำคร่ำมาก หรือ น้อยกว่าปกติ  และการติดเชื้อในช่องคลอด และปากมดลูก

การป้องกันการคลอดก่อนกำหนดสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
1. ฝากครรภ์ตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์

2. ไปตามนัดและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

3. พักผ่อนให้มาก

4. ออกกำลังกายไม่หักโหม  ไม่ยกของหนัก  ไม่เดินทางไกล

5. จิตใจผ่อนคลาย

6. เรียนรู้ความรู้สึกของมดลูกบีบตัวแต่เนิ่น ๆ เพื่อการสังเกตตัวเอง

7. งดการกระตุ้นที่หัวนม

8. ลด หรือ งดการมีเพศสัมพันธ์

การปฏิบัติตัวเมื่อมีการปวดท้องคลอดก่อนกำหนด
1. ไปพบแพทย์ทันทีก่อนวันนัด  เมื่อมีอาการ

2. แพทย์จะให้นอนโรงพยาบาล เมื่อตรวจแล้วพบว่าเป็นจริง และจะมีการติดตามการบีบตัวของมดลูกและการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกอย่างต่อเนื่อง

3. นอนบนเตียงตลอดเวลา  เพื่อความผ่อนคลายของร่างกาย

4. แพทย์จะตรวจเลือด  ปัสสาวะ  และให้น้ำเกลือที่มียาฉีดให้มดลูกลดการบีบตัวในระยะแรก  และให้ยารับประทานเมื่ออาการสงบลง

5. มีการอัลตราซาวนด์ และการตรวจพิเศษเพื่อดูสุขภาพเด็ก

  ขอบคุณข้อมูลจากพล.ต.รศ.นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล 
และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

การผ่าตัดคลอดบุตร

การผ่าตัดคลอดบุตร

การผ่าตัดคลอดคืออะไรและทำไมต้องใช้วิธีนี้
เมื่อ แพทย์มีความเห็นว่าการคลอดด้วยวิธีการปกติจะทำให้คุณแม่หรือลูกน้อยมีความ เสี่ยงมากเกินไป แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดคลอด ทั้งนี้สาเหตุที่แพทย์แนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดคลอดอาจสืบเนื่องมาจาก

• ภาวะรกเกาะต่ำ เมื่อรกเกาะต่ำหรือขวางทางออกของทารก รกลอกตัวก่อนกำหนด มีการตกเลือดก่อนคลอด

• ตั้งครรภ์แฝดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

• ทารกมีการผิดสัดส่วนระหว่างศีรษะทารกกับช่องเชิงกราน  เกินกว่าที่จะคลอดผ่านกระดูกเชิงกราน

• ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ  เช่น เอาก้นลง/ท่าก้น  หรือ ขวางตัว

• คุณแม่มีความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงหรือมีความเจ็บป่วยอื่น เช่น ครรภ์เป็นพิษ

• สุขภาพของทารกเสี่ยงต่อการเสียชีวิต  ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องนำเด็กออกจากครรภ์โดยเร็ว

• มีภาวะสายสะดือย้อย คือเมื่อสายสะดือพลัดต่ำ ทำให้ไม่สามารถคลอดทารกออกมาได้โดยง่าย

• มี ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องทำให้คลอดโดยเร็ว  เช่น สายสะดือย้อย  ทารกอยู่ในภาวะวิกฤต  ภาวะความดันโลหิตสูง  ครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง  หรือ มีการชัก  ทารกมีการเจริญเติบโตช้า และอื่น ๆ

• น้ำเดินก่อนเจ็บครรภ์  โดยที่ปากมดลูกไม่พร้อมที่จะกระตุ้นให้คลอด

• มารดาเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งสามารถติดต่อสู่ลูกน้อยผ่านการคลอดทางช่องคลอด

• มารดามีโรคประจำตัว

• มีบุตรเมื่ออายุมากแล้ว

• ในรายที่มารดาติดเชื้อ HPV

• กรณีอื่นนอกเหนือจากนี้ซึ่งแพทย์และผู้ป่วยได้พิจารณาร่วมกันแล้วว่าจะเป็นผลดีต่อทารกและ/หรือมารดาทางด้านสุขภาพ

• ในรายที่ผู้ป่วยต้องทำการกำหนดวันคลอดเอง  ไม่ถือเป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

• ในกรณีที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์  ก็ให้เจ็บครรภ์และลองคลอดเองดูก่อนก็ได้

  ปัจจุบัน เพื่อลดความเจ็บปวดและทำการผ่าตัดได้อย่างได้ผล สูติแพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ดมยาสลบหรือฉีดยาเข้าไขสันหลัง โดยคุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างผ่าตัด แต่การดมยาสลบ คุณแม่จะไม่มีส่วนร่วมในการคลอด ไม่สามารถเห็นหน้าลูกทันทีที่เขาคลอด เพราะจะหลับไม่รู้ตัวและฟื้นตัวอีกทีหลังคลอด คุณแม่ส่วนใหญ่ จึงไม่เลือกวิธีนี้ อีกทั้งยาสลบอาจมีผลต่อลูกได้ เช่น ลูกคลอดแล้วไม่ร้อง ไม่ค่อยหายใจ เพราะเขาได้รับยาสลบเข้าไปด้วย ส่วนการฉีดยาเข้าไขสันหลังหรือบล็อกหลังนั้น ทารกไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพียงแต่จะทำให้ส่วนล่างชา ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด แต่คุณแม่สามารถรับรู้ได้ทุกอย่าง พร้อมทั้งได้ยินเสียงลูกและได้เห็นหน้าลูกทันทีที่เขาคลอดออกมา

ขั้นตอนในการผ่าตัดคลอด

ท่าน จะได้รับการซักประวัติการเจ็บป่วยและโรคประจำตัว รวมทั้งตอบคำถามต่างๆ ที่คุณแม่สงสัย แพทย์จะเจาะตัวอย่างเลือดและให้คุณลงชื่อในหนังสือแสดงความยินยอม แพทย์อาจจะให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ให้เป็นกลางและต่อสายน้ำเกลือเข้าหลอดเลือดดำที่แขน เพื่อที่แพทย์จะสามารถสังเกตระดับสารน้ำในร่างกาย  และให้ยาแก้ปวดเพิ่มเติมได้ถ้าคุณแม่ต้องการ

การเตรียมการสำหรับการผ่าตัดคลอด
วิสัญญี แพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ (การฉีดยาเข้าช่องเหนือช่องน้ำไขสันหลังหรือการฉีดยาเข้าช่องน้ำไขสันหลัง) และ  ใส่สายสวนไว้  ใน กระเพาะปัสสาวะ  เพื่อระบายปัสสาวะ (ใส่ไว้ประมาณ 12-24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด)  อาจต้องโกนขนบริเวณหัวหน่าวเพื่อเตรียมรับการผ่าตัด

การผ่าตัดคลอดทำอย่างไร
เมื่อ ยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะเริ่มลงมือผ่าตัดด้วยการผ่าเปิดหน้าท้องเพื่อให้สามารถมองเห็นทารก ที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำ และนำทารกออกจากถุงน้ำคร่ำสู่อ้อมอกของคุณแม่ การผ่าตัดจะเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็วโดยที่คุณแม่จะรู้สึกถึงแรงกดเพียงเล็ก น้อยเท่านั้น

ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากลูกน้อยลืมตาดูโลก

แพทย์ จะนำทารกไปไว้ใน “ตู้อบ”  ซึ่งเป็นเตียงที่อบอุ่นขนาดเล็ก เพื่อให้กุมารแพทย์ทำการตรวจร่างกายลูก เมื่อกุมารแพทย์พบว่าลูกของคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรง แพทย์จะห่อตัวลูกด้วยผ้าห่มและส่งให้คุณแม่หรือคุณพ่อชื่นชมแล้วนำไปดูแล ห้องเด็กอ่อน

เมื่อนำรกออกจากครรภ์จนหมดแล้ว แพทย์จะเย็บปิดมดลูกและหน้าท้องของคุณแม่ด้วยรอยเย็บที่ประณีต  ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ  30-45  นาที หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะพาคุณแม่กลับไปยังห้องพักผู้ป่วย  ซึ่งสูติแพทย์จะช่วยสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้แก่คุณ

การฟื้นตัวจากการผ่าตัดคลอด
โดย ส่วนใหญ่ คุณแม่จะฟื้นตัวได้ภายใน 24 ชั่วโมง และออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 3 วัน แต่ใช้เวลาประมาณ 6  สัปดาห์เพื่อให้รอยแผลจากการผ่าตัดคลอดหายดี ดังนั้น คุณแม่จะต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษเมื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้านเพื่อ ที่จะได้พักผ่อนและใช้เวลาอยู่กับลูกน้อยได้อย่างเต็มที่

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการตรวจรักษา
  •   เสียเลือดมากกว่าการคลอดทางช่องคลอดถึง 2 เท่า
  •   อาจเกิดภาวะติดเชื้อ
  •   อาจบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ  หลอดไต หรือ ลำไส้
  •   ความเสี่ยงจากการให้ยาชาเข้าไขสันหลัง  หรือ ดมยาสลบ
  •   เจ็บแผลนานกว่าการคลอดแบบธรรมชาติ

ระยะเวลาที่แผลจะหาย

โดย ปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ  2 - 4  สัปดาห์ แผลที่เย็บไว้จึงจะสมานเข้าด้วยกัน แต่ก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน อย่างไรก็ตาม แผลเย็บจะค่อยๆ สมานเข้าด้วยกันซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 - 12 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับลักษณะของการเย็บ   สิ่งสำคัญคือขอให้คุณแม่ดูแลความสะอาดของแผลเป็นอย่างดี เพื่อให้กลไกของร่างกายสมานแผลเข้าด้วยกันโดยไม่มีปัญหา เช่น ไม่เกิดการติดเชื้อ

การปฏิบัติตัวก่อน และหลังการผ่าตัดคลอดบุตร
 •    กรณีไม่ฉุกเฉิน  งดอาหารก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 6-8  ช.ม.
 •    ตรวจครรภ์ และดูแลร่างกายช่วงก่อนคลอดให้ดี  ให้มีปัญหา หรือ โรคแทรกซ้อนน้อยที่สุด
 •    เปิดแผลผ่าตัด หรือ ถูกน้ำได้หลังผ่าตัดประมาณ  7  วัน
 •    พักผ่อน  1-2  สัปดาห์
 •    ออกกำลังกายปกติได้หลัง  6  สัปดาห์

คำแนะนำในการดูแลให้แผลสมานตัวเร็วขึ้นหลังคลอดลูก

 •    ควรผ่อนคลายและอย่าทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากนัก

 •    รักษาความสะอาดและคอยดูแลให้แผลแห้ง วิธีการทำความสะอาดที่รวดเร็วก็คือ การฉีดละอองน้ำเพื่อล้างทำความสะอาด คุณควรทำความสะอาดวันละ 2-3  ครั้งและเช็ดให้แห้งอย่างเบามือ

  •    ต้องระวังอย่าให้ผ้าอนามัยไปขูดสีกับแผลที่เย็บไว้ และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ

  •    คุณแม่อาจใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณแผลได้ แต่ต้องไม่เกินครั้งละ 2-3 นาที ทั้งนี้เพราะความเย็นจะช่วยลดอาการบวม แต่หากนานเกินไปก็จะทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณแผลน้อยลง

  •    คุณแม่ควร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นที่อาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้ท้องผูก  นอกจากนี้การดื่มน้ำบ่อยๆ ยังช่วยให้คุณแม่ต้องไปห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ

หากคุณแม่รู้สึกเจ็บตึงบริเวณแผลมาก หรือสงสัยว่าอาจมีการอักเสบติดเชื้อ ควรรีบไปพบสูติแพทย์ทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก
พล.ต.นพ.ธีรศักดิ์   ธำรงธีระกุล   และทีมแพทย์
ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช  โรงพยาบาลวิภาวดี