จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ในสตรีตั้งครรภ์ (Screening Down’s syndrome)

กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)  คืออะไร

กลุ่ม อาการดาวน์ มีอีกชื่อหนึ่งว่า “ มองโกลิซึ่ม ( Mongolism ) “ เป็นกลุ่มอาการของทารกที่เกิดมากับความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด อาการที่เห็นและรู้จักกันดีสำหรับคนทั่วไป คือ มีระดับสติปัญญาต่ำ  และช้ากว่าคนปกติทั่วไป 

นอกจากนี้ก็จะพบว่า เจริญเติบโตช้า  ความเคลื่อนไหวช้า  ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อย  อาจมีโรคบางอย่างแต่กำเนิดร่วมด้วย เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว  หน้าตาของเด็กเหล่านี้ค่อนข้างจะคล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด คือ  ปากหนา  คางเล็ก  ลิ้นคับปาก  จมูกแบน  หัวค่อนข้างหลิม เป็นความผิดปกติที่โครโมโซมคู่ที่  13, 18, 21 หรือ 22

เนื่อง จากมีการเจริญเติบโตช้า ไม่แข็งแรง  อวัยวะผิดปกติแต่กำเนิด  และสติปัญญาต่ำ  จึงทำให้พ่อแม่และผู้เกี่ยวข้องต้องมีภาระดูแลตั้งแต่เด็กจนโต  ความยากลำบาก  แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการของเด็กคนนั้น

สาเหตุกลุ่มอาการดาวน์  คืออะไร  เกิดได้มากแค่ไหน

เรา ไม่ทราบสาเหตุ  แต่เป็นความผิดปกติของการแบ่งโครโมโซมระหว่างมีการแบ่งตัวของเซลล์ตั้งแต่ เป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์มารดา  อุบัติการณ์จะเป็นมากในแม่ที่ตั้งครรภ์อายุมาก ( จากพ่ออายุมากก็เป็นได้  แต่อิทธิพลน้อยกว่า ) 

กล่าวคือ  ถ้าอายุแม่ที่ตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 30 ปี  จะมีโอกาสลูกเป็นดาวน์ 1 – 3 ต่อ 1,000 คน แต่ถ้าอายุ 35 – 40 ปี มีโอกาสลูกเป็นดาวน์ 1 – 2  ต่อ 100 คน  ถ้าอายุ 45 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิด  3 – 5 ต่อ 100 คน ดูตัวเลขแล้ว  บางคนบอกว่าโอกาสน้อย  แต่ลองคิดดูว่าถ้ามีการเกิดปีละ 100,000 คน จะมีโอกาสได้ลูกดาวน์เท่าไร  ซึ่งเมื่อเกิดออกมาแล้ว  ต้องมีภาระเลี้ยงดูตลอดชีวิต

จะป้องกันกลุ่มอาการดาวน์ได้อย่างไร

ไม่สามารถ ป้องกันได้  เพราะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ( นอกจากกรณีทำเด็กหลอดแก้ว  เราตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนใส่ในโพรงมดลูก แต่ก็ไม่ได้ป้องกันได้ 100 % และค่าใช้จ่ายแพงมาก ) จึงมีการหาวิธีให้รู้ก่อนที่ทารกจะเกิดจะได้สามารถพิจารณายุติการตั้งครรภ์ ได้ก่อนที่ทารกจะเกิดมา ( ในกรณีที่พ่อ - แม่ไม่ประสงค์จะได้ )

วิธี ที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันในปัจจุบัน คือการเจาะน้ำคร่ำในครรภ์ช่วงอายุครรภ์ 16 – 18 สัปดาห์ ดูดน้ำคร่ำที่มีเซลล์ของทารกไปตรวจดูว่ามีโครโมโซมผิดปกติหรือไม่  วิธีนี้เป็นวิธีที่วินิจฉัยว่าทารกเป็นโรคหรือไม่  ให้ความแม่นยำสูงมากเกือบ 100 % 

แต่ว่ามีข้อเสียและข้อ จำกัด คือ การเจาะเข้าไปมีโอกาสทำให้เกิดการแท้งได้ ( น้อยกว่า 0.5 % ) และถ้าเจาะกันทุกคนจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ประกอบกับ ไม่มีแพทย์และบุคลากรตรวจโครโมโซมมากพอที่จะให้บริการ ( สรุปคือ  ไม่คุ้มค่าและทำไม่ได้ )  จึงจำกัดการทำวิธีนี้แต่เพียงในแม่ตั้งครรภ์อายุ 35 ปีขึ้นไป  ซึ่งมีความเสี่ยงเด็กเป็นดาวน์สูงคุ้มค่าการทำเท่านั้น 

แต่ ในความเป็นจริงเด็กที่เกิดมา  มีอาการดาวน์ 100 คน มีเพียง 20 – 30 คนเท่านั้นที่มีแม่อายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะว่าสตรีตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี  มีจำนวนมากกว่าสตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่า 35 ปี  มากหลายสิบเท่า 

ดัง นั้นการทำวิธีเจาะน้ำคร่ำจึงตรวจพบเด็กดาวน์ได้เพียง 20 – 30 % ของทั้งหมด  จึงมีคนคิดหาวิธีการตรวจคัดกรองเพื่อเลือกคนที่มีความเสี่ยงสูงมาเจาะน้ำ คร่ำ

การตรวจคัดกรองหมายความว่าอย่างไร
การตรวจคัด กรองไม่ได้เป็นการวินิจฉัย  แต่เป็นการบอกว่ามีโอกาสเกิดเด็กดาวน์มากหรือน้อยเท่าไร  เท่านั้น  ถ้าใครมีผลคัดกรองว่าลูกในท้องมีโอกาสเป็นดาวน์มาก  ก็แนะนำให้ไปตรวจเพื่อวินิจฉัยต่อไปว่าเป็นจริงหรือเปล่า

การตรวจคัดกรองในสมัยนี้  มีวิธีไหนบ้าง   ในปัจจุบันมี  2  วิธีที่นิยมทำ

1. การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์
2. การตรวจสารเคมีในเลือดแม่ขณะตั้งครรภ์

--  ในช่วง  3  เดือนแรก  นิยมทำผสมผสานทั้ง 2 วิธีคือ  ทำอัลตราซาวนด์ตรวจดูความหนาของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณท้ายท้อยของทารก ( Nuchal translucency ) ขณะอายุครรภ์  11 – 13 สัปดาห์ และตรวจสารชีวเคมี Free beta hCG  +  PAPP - A วิธีนี้ได้  detect rate 90 %  และ  screen  positive rate  5 % ( ตรวจ 100 คน มีโอกาสผลบวก 5 % )

--  ช่วงไตรมาสที่สอง  นิยมทำการตรวจสารชีวเคมีในเลือดแม่  คือ Triple screening Test  ( AFP + hCG + uE3 )  ที่ 16 – 18 สัปดาห์ ได้  detect rate 60 %  และ  screen  positive rate  5 – 10% ( ประมาณ 5 – 10 % ของคนที่ทำ Triple screen  จะได้ค่าบวก ) และเมื่อนำคนจำนวนนี้ไปเจาะน้ำคร่ำจะได้ความความผิดปกติของโครโมโซม 3 – 5 % 

เมื่อ screening test  ได้ค่าเป็นบวกก็จะแนะนำให้ทำการตรวจ เพื่อวินิจฉัยที่แน่นอนด้วยการเจาะน้ำ คร่ำต่อไป ในไตรมาสที่สอง ( 16 – 20 สัปดาห์ )

หมายเหตุ : ค่าเป็นบวก คือ ความเสี่ยงมากกว่า  1 : 200 
              ค่าเป็นลบ  คือ ความเสี่ยงน้อยกว่า  1 : 200  

การ แปลผลการตรวจ Triple test  นั้น  ผลจะรายงานเป็นความเสี่ยง (risk) เช่น สตรีตั้งครรภ์ อายุ 30 ปี มีโอกาสมีบุตรเป็นกลุ่มอาการดาวน์โดยอายุเท่ากับ  1 : 680  ผลการตรวจรายงานว่า อัตราเสี่ยงเท่ากับ  1 : 1,230 หมายความว่า ความเสี่ยงลดน้อยกว่าที่ควรจะเป็นตามอายุ คือ  เท่ากับคนอายุ 20 ปี 

แต่ ถ้าความเสี่ยงรายงานผลเท่ากับ  1 : 78  หมายความว่าสตรีรายนี้ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีบุตรเป็นกลุ่มอาการดาวน์  โดยทั่วไปจะแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซมทารก  หากอัตราเสี่ยงเท่ากับ 1 : 200  ขึ้นไป  เนื่องจากเท่ากับอัตราการแท้งจากการทำหัตถการ ( เจาะน้ำคร่ำ ) 

ส่วนสตรีที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น จากความเสี่ยงเดิมแต่ไม่ถึง 1 : 200  การตัดสินใจการดูแลรักษาจะขึ้นกับการตัดสินใจของคู่สมรส โดยมีแพทย์เป็นผู้ให้ข้อมูล

มีการคำนวณกันว่าการทำ screen test  โดยวิธีนี้ในคนตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี จะช่วยวินิจฉัยเด็กดาวน์ก่อนคลอดได้อีกประมาณ  60 %  เพิ่มเติมจาก  20 – 30 %  จากการเจาะน้ำคร่ำอย่างเดียวในหญิงตั้งครรภ์อายุ  35 ปี ขึ้นไป

 ขอบคุณข้อมูลจาก
พล.ต.รศ.นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล  และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 4 – 6 )

ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 4 – 6 )



การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

คุณ แม่ส่วนใหญ่พบว่าไตรมาสสองของการตั้งครรภ์การเปลี่ยนแปลงสามารถพบได้ ง่ายกว่าไตรมาสแรก แต่ยังคงมีความสำคัญที่กล่าวถึงในช่วงระยะนี้

จะ พบว่าอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเช่นคลื่นไส้ และ อ่อนเพลียได้หมดไป แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นทางด้านร่างกายกำลังจะเกิดขึ้น เช่น หน้าท้องจะเริ่มเห็นได้ชัด น้ำหนักเพิ่มขึ้น และ ทารกในครรภ์เจริญเติบโตขึ้น และ ก่อนไตรมาสที่สาม คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงทารกในครรภ์มีการเคลื่อนไหว และจะพบว่าระยะนี้จะมีอาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นได้

อาการปวดเมื่อยต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้มีดังนี้

• รู้สึกเจ็บในท้อง ก้นกบและ ต้นขา
• ปวดหลัง
• หายใจสั้น
• ผิวหนังหน้าท้องลาย
• ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง แห้ง และ คล้ำลง
• มือและนิ้วมีขนาดใหญ่ขึ้น
• อาการตะคริวที่น่อง
• หากคุณแม่มีอาการคันที่ท้อง ฝ่ามือ และ หลังเท้า ให้ปรึกษาแพทย์ถ้าหากมีอาการร่วมกับคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียน ตัวเหลือง หรือ อ่อนเพลีย เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจจะเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับตับที่เรียกว่า ดีซ่าน


น้ำหนักเพิ่ม

การเพิ่มน้ำหนักมี ความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยปกติน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอาทิตย์ละ 1 /2 ก.ก. หรือ ประมาณ 2 ก.ก. ต่อเดือนในช่วงไตรมาสนี้

การเปลี่ยน แปลงของทารก เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สอง ทารกในครรภ์จะหนักประมาณ 1 ก.ก.และยาวประมาณ 30 ฃ.ม. จะมีการพัฒนาของนิ้วมือ นิ้วเท้า ขนตา คิ้ว ประมาณเดือนที่ 5 คุณแม่สามารถรับรู้ได้ถึงการดิ้นของทารก และเมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สอง จะพบว่า อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด และไต ได้มีการพัฒนาอย่างเต็มที่


การตรวจต่างๆ ในช่วงไตรมาสที่สอง

ช่วง ไตรมาสที่สองคุณแม่ควรจะพบสูตินรีแพทย์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้อาจมีการทำอัลตราซาวนด์เพื่อดูการพัฒนาและสุขภาพของทารกในครรภ์ และอาจจะสามารถดูเพศของทารกได้ด้วย รวมถึงการตรวจอย่างอื่นเพื่อดูความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจถ่ายทอดมาแม่และพ่อ หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่มีประวัติความผิดปกติทางพันธุกรรมใน ครอบครัวเลยก็เป็นได้ ยิ่งเมื่อคุณแม่อายุเกิน 35 ปียิ่งมีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมในทารกได้

การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม สามารถตรวจได้จาก

การตรวจน้ำคร่ำ
( amniocentesis )

สามารถ กระทำได้เมื่อตั้งครรภ์แล้วอย่างน้อย 16 สัปดาห์ วิธีการตรวจแพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าผ่านไปที่มดลูก และเข้าสู่รก เพื่อนำน้ำคร่ำออกมาตรวจ เซลล์จากน้ำคร่ำจะถูกตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งน้ำคร่ำสามารถนำมาตรวจ AFP ได้ด้วย ความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจจะมีประมาณ 1 ใน 200

Chorionic Villus Sampling (CVS)

สามารถ กระทำได้ระหว่าง 10-12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ แพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านหน้าท้องเข้าไปที่รก และ จะทำตัวอย่างเนื้อเยื่อจากรกมาตรวจ แต่การตรวจชนิดนี้ไม่สามารถตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับ open neural tube ได้ ซึ่งความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจจะมีประมาณ 1 ใน 200 Maternal Serum Screening Test การตรวจเลือดสามารถทำได้หลายอย่างมีชื่อเรียกการตรวจแตกต่างกันไป เช่น triple test, quad screen ซึ่งจะนิยมทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 15 – 20 สัปดาห์ เป็นการตรวจหาความผิดปกติเช่น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defects

การตรวจเลือด
จะ ตรวจทั้ง alpha-fetoprotein (AFP) , estriol and human chorionic gonadotropin (hCG) บางครั้งแพทย์อาจจะทำการตรวจ inhibin-A ร่วมด้วย ผลของ AFP ที่สูงอาจจะนำไปสู่ความผิดปกติของ open neural tube ได้

ในหญิง ตั้งครรภ์ที่อายุ 35 ปีหรือมากกว่า พบว่า 80% ของทารกจะเป็น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defect ในกลุ่มอายุนี้ อาจมีผลที่เป็นบวกหลอกได้ นั่นคือผลตรวจผิดปกติ แต่จริงๆ แล้วทารกไม่ได้ผิดปกติได้ ประมาณ 22% สำหรับในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี พบความผิดปกติได้ 65% ของทารกจะเป็น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defect และมีค่าผลบวกหลอกประมาณ 5%

Targeted Ultrasound
ช่วง เวลาที่ดีที่สุดของการทำอัลตราซาวนด์ จะอยู่ระหว่าง 18-20 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ซึ่งปัญหาต่างๆ ของทารกจะสามารถเห็นได้ แต่ความผิดปกติทางร่างกายอื่นๆ เช่น นิ้วปุ้ม หรือ หัวใจผิดปกตินั้นไม่สามารถตรวจพบได้

การทำอัลตราซาวนด์จะทำให้มอง เห็นความผิดปกติของสันหลัง เช่น spina bifida (กระดูกสันลังมีรอยโหว่ ) และรวมถึงการมองเห็นเพศของทารกได้ด้วย แต่การทำอัลตราซาวนด์นั้นไม่สามารถที่จะวินิจฉัยโรค Down syndrome ได้ มีเพียงแค่ 1 ใน 3 ของทารกเท่านั้นที่สามารถบ่งบอกได้ด้วยอัลตราซาวนด์                                                                                                                                                                                                                   ขอบคุณข้อมูลจก         นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 1 – 3 )



การ เปลี่ยนแปลงของร่างกาย ระยะ 3เดือนแรกของการตั้งครรภ์หรือไตรมาสแรก ร่างกายคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากมีการปรับตัวเพื่อให้ทารกเจริญเติบโต คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดหลัง อารมณ์เปลี่ยนแปลง และ เครียด ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับบางคนแล้วอาจจะไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นเลยก็ได้ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว อาการบางอย่างอาจเกิดขึ้นทำให้คุณแม่จำต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันที่ เคยทำไป อาการเหล่านี้ ได้แก่

เหนื่อยง่าย

หลายๆคนมักเกิดอาการเหนื่อยง่ายใน ช่วงไตรมาสแรก แต่ไม่ต้องกังวลใจ เพราะนี่เป็นอาการปกติ เนื่องจากร่างกายจะบอกคุณแม่ว่าถึงเวลาที่จะพักได้แล้วหลังจากร่างกายได้ทำ งานอย่างหนักเพื่อพัฒนาชีวิตน้อยๆ ในครรภ์ เมื่อคุณแม่มีอาการเหนื่อยอ่อนควรจะ

1.นอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมงในช่วงกลางคืนและพักช่วงสั้นๆ ในเวลากลางวันหากเป็นไปได้

2.พักทุกครั้งเมื่อมีอาการเหนื่อย

3.พยายาม นอนตะแคงซ้าย ซึ่งจะช่วยลดความดันจากเส้นเลือดที่ส่งออกซิเจนและสารอาหารไปสู่ทารกในครรภ์ ถ้ายิ่งมีอาการความดันสูงในช่วงตั้งครรภ์แล้ว การนอนตะแคงซ้ายจะช่วยได้ดีที่สุด

4.ถ้ามีอาการเครียด พยายามหาวิธีในการผ่อนคลายจิตใจ วิธีใดก็ได้ที่คุณคิดได้ คลื่นไส้และอาเจียน ปกติแล้วอาการคลื่นไส้และอาเจียนมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า ซึ่งเรียกกันว่า Morning Sickness แต่บางรายอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปหลังจากไตรมาสแรก


ลองดูวิธีต่างๆ ที่จะช่วยลดและป้องกัน การคลื่นไส้และอาเจียน

1.รับ ประทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ประมาณ 6-8 มื้อต่อวันแทนที่จะเป็น 3 มื้อใหญ่และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน และ อาหารรสเผ็ดจัด

2.พยายาม รับประทานอาหารจำพวกแป้ง เช่น ขนมปัง ขนมปังกรอบ หรือ ซีเรียลแห้งๆ เมื่อคุณรู้สึกว่าคลื่นไส้ อาจจะนำอาหารที่กล่าวมาไว้ข้างๆเตียงเพื่อจะได้รับประทานเมื่อตื่นนอนตอน เช้า หรือจะได้หยิบสะดวกเมื่อมีอาการคลื่นไส้ช่วงกลางดึก

3.ลองดื่มน้ำจำพวกน้ำขิง ระหว่างมื้อ และเครื่องดื่มอุ่น ๆ เล็กน้อยก่อนนอน หรือตอนดึก

4.ปรึกษา แพทย์ถ้าคิดว่าวิตามินที่รับประทานนั้นจะทำให้อาการคลื่นไส้แย่ลง บางครั้งอาจจะเปลี่ยนเวลารับประทานวิตามิน เช่น ทานก่อนนอนแทนที่จะเป็นในช่วงเช้า

5.ถ้าไม่ดีขึ้นอาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอวิตามิน B6 เพิ่มเติมเมื่ออาการคลื่นไส้และอาเจียนรุนแรง

6.ถ้า คุณแม่มีอาการอาเจียนมากขึ้น ควรจะพบแพทย์เนื่องจากร่างกายอาจจะสูญเสียน้ำอย่างมากจนอาจเกิดอาการขาดน้ำ (Dehydration) ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

7.บาง รายอาการรุนแรงอาจจะส่งผลให้เกิดการชาดสารอาหารและชาดน้ำเมื่ออาการนี้เกิด ขึ้นจะเรียกว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) ซึ่งอาการนี้จะเกิดเมื่อคุณแม่อาเจียนมากๆ หลายๆ ครั้งต่อวันในช่วง 3-4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

คุณแม่ที่มีอาการ HG ควรที่จะพยายามดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียอิเลคโตรไลด์ในร่างกาย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะน้ำหนักลดอาจมากกว่า 5% ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ หากอาการรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำและอาหาร ทางหลอดเลือดดำ

อาการ HG นั้นจะเริ่มดีขึ้นเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ แต่บางรายอาการนี้อาจจะรุนแรงและนานถึง ช่วงไตรมาสสามก็สามารถเป็นได้ หากสนใจเรื่อง Hyperemesis Gravidarum (HG) สามารถเข้าไปศึกษาได้จาก Website ของ Hyperemesis Education and Research (HER) Foundation

ปัสสาวะบ่อย

คุณแม่วิ่งเข้าห้องน้ำแทบจะตลอด เวลาหรือไม่ เพราะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ มดลูกจะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งจะไปกดที่กระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดอาการ ปัสสาวะบ่อย หากปัสสาวะบ่อยร่วมกับมีอาการปวด แสบ และมีหนองหรือเลือดปนมากับปัสสาวะ ให้รีบพบแพทย์เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและจำเป็นต้อง ได้รับการรักษา

น้ำหนักเพิ่ม

ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ การเพิ่มของน้ำหนักตัวยังมีไม่มากนัก ประมาณ ½ ก.ก.ต่อเดือน การเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ทารกจะมีขนาดยาวประมาณ 7.5 ช.ม. หนักประมาณ 15 กรัม ตาทั้งสองข้างยังอยู่ใกล้กัน หูอยู่ในตำแหน่งปกติ ตับสามารถผลิตน้ำดี และไตสามารถขับปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ถึงแม้ว่าคุณแม่จะยังไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารก แต่จริงๆ แล้วทารกนั้นเคลื่อนไหวตอบสนองเมื่อมีการกดที่หน้าท้อง

การพบแพทย์


ในช่วงเดือนแรกของการ ตั้งครรภ์ การพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับช่วงแรกของการตั้งครรภ์ คำถามที่แพทย์จะสอบถามมักได้แก่

• ประวัติสุขภาพ เช่น ประวัติการเจ็บป่วย การผ่าตัด และ การตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมา ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
• การวัดความดันและชั่งน้ำหนัก ตรวจร่างกายอย่างสมบูรณ์
• การตรวจเชิงกรานและการทำ Pap test
• การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ
• กำหนดวันคลอดอย่างคร่าวๆ
• ตอบข้อสงสัยต่างๆจากคุณแม่ การตรวจต่างๆ ในช่วงไตรมาสแรก การตรวจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นคือ การตรวจเลือด ว่าซีดหรือไม่ ซิฟิลิส เอดส์ ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจปัสสาวะ การเพาะเชื้อหากมีการติดเชื้อ หรือ การอัลตราซาวนด์ ซึ่งแพทย์จะต้องมีการอธิบายและแจ้งในช่วงการเข้ามาพบแพทย์

การตรวจพิเศษ

อาจรวมถึง Nuchal Translucency Screening (NTS) เป็นการตรวจพิเศษชนิดใหม่ที่จะทำในช่วงสัปดาห์ที่ 11 - 14 ของการตั้งครรภ์โดยการอัลตราซาวนด์ ดูความหนาของเนื้อเยื่อบริเวณหลังของตัวอ่อน ซึ่งมักทำร่วมกับการเจาะเลือดเพื่อหาระดับโปรตีนที่เรียกว่า alphafetoprotein, human chorionic gonadotropin (hCG) และ ฮอร์โมน Estrogen โดยข้อมูลทั้งสองนี้ แพทย์จะใช้เพื่อการวินิจฉัยว่าตัวอ่อนจะมีโอกาสที่จะผิดปกติหรือไม่

จาก การศึกษาล่าสุด NTS พบ 87% ของจำนวนที่พบว่ามีความผิดปกติที่เรียกว่า โรคดาวน์ซินโดรมได้ เมื่อตรวจขณะตั้งครรภ์ได้ 11 สัปดาห์ เมื่อได้รับการตรวจเลือดเพิ่มในช่วงไตรมาสสอง ก็พบว่า 95% ของตัวอ่อนที่มีความผิดปกติของดาวน์ซินโดรมสามารถตรวจสอบได้อย่างไรก็ตามผล ที่ออกมาอาจมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ ใน 5% ผู้หญิงที่ได้รับการตรวจ NTS ผลแสดงว่าทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะผิดปกติ ทั้งๆ ที่ทารกสุขภาพดีได้ เรียกว่าผลบวกหลอก (False positive) เพื่อความมั่นใจในผลที่ได้รับ

เมื่อ มีการทดสอบด้วย NTS แล้วมักจะมีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมเช่น การตรวจ เซลล์ของรก ( chorionic villus sampling - cvs ) หรือการตรวจน้ำคร่ำ (amniocentesis)

Chorionic Villus Sampling (CVS)

มัก จะทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 10 และ 12 สัปดาห์ โดยที่แพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านทางหน้าท้อง เข้าไปที่รก และจะดูดเอาตัวอย่างหรือน้ำคร่ำ เพื่อนำมาตรวจหาโดรโมโซม การตรวจพิเศษชนิดนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติของเส้น ประสาทหรือไม่ และผลตรวจ 1 ใน 200 ของผู้หญิงที่ได้รับการตรวจอาจจะมีผลที่ผิดพลาดได้

ขอบคุณข้อมูลจาก
 นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รสชาติอาหารกับการตั้งครรภ์

5รสนี้ดีอย่างไรต่อคุณแม่ท้อง

รสชาตินั้นนอกจากจะทำให้อาหารอร่อยแล้ว ยังเป็นตัวบ่งบอกถึงสารอาหารที่เราจะได้รับด้วย แล้วรสหวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และเผ็ดนั้นมีผลต่อร่างกายของคุณแม่ท้องอย่างไร แล้วควรเลือกกินแบบไหน เรามีคำตอบมาให้ค่ะ
รสชาติสำคัญอย่างไร
ลิ้นเราสามารถรับรู้ได้  4  รสชาติด้วยกัน  คือ รสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว รสขม ส่วนรสเผ็ดนั้น ถึงแม้ว่าลิ้นจะรับรสไม่ได้ แต่ความเผ็ดร้อนก็ทำให้อาหารมีความอร่อยมากยิ่งขึ้น หลายคนจึงชอบกินรสเผ็ดร้อนจัดจ้าน
คุณทราบไหมคะว่า ความแตกต่างของรสต่างๆ นั้น ให้สารอาหารที่มีประโยชน์แตกต่างกันไป สำหรับคุณแม่ท้องไม่ควรกินอาหารเน้นไปที่รสใดรสหนึ่ง แต่ควรกินให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
1. รสหวาน
อาหารรสหวาน มักจะอยู่ในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำผึ้ง น้ำตาล ขนมต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับคุณแม่ท้อง ทำให้รู้สึกสดชื่น แจ่มใส ร่าเริง ลดอาการอ่อนเพลีย ช่วยดับกระหาย
ลองลิ้มรสหวาน
ถั่วเขียวต้มน้ำตาล น้ำอ้อย กล้วยอบ น้ำผึ้ง อินทผาลัม ลูกเกด ขนมหวาน
แม่ท้องควรรู้
คุณแม่ท้องสามารกินอาหารที่มีรสหวานได้ทุกวัน แต่ต้องจำกัดจำนวน และไม่ควรกินรสหวานจัด เพราะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป ส่งให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ
2. รสเค็ม
อาหารรสเค็มจัดจะมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำหน้าที่ในการควบคุมความสมดุลของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ช่วยควบคุมระดับความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย อาหารที่มีรสเค็มจะช่วยกระตุ้นต่อมรับรส ทำให้อาหารมีรสอร่อยมากขึ้น
ลองลิ้มรสเค็ม
ปลาหมึกแห้ง สาหร่ายทะเล กุ้งแห้ง หมูแดดเดียว บ๊วยเค็ม ผลไม้ดอง ผักกาดดอง
แม่ท้องควรรู้
คุณแม่ท้องไม่ควรกินอาหารที่มีรสเค็มจัด เช่น อาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง เพราะจะทำให้ร่างกายมีปริมาณโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ ทำให้กระหายน้ำ ร้อนใน เพิ่มความเสี่ยงต่อการมีภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้ไต และหัวใจทำงานหนักมากขึ้น แม่ท้องควรกินอาหารที่มีความเค็มปานกลาง ไม่ควรปรุงรสเพิ่ม ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณโซเดียม
3. รสเปรี้ยว
รสเปรี้ยวช่วยลดอาการคลื่นไส้ และอาการแพ้ของแม่ท้องในไตรมาสแรกได้เป็นอย่างดี ช่วยให้การย่อยและดูดซึมสารอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยขับเสมหะ และเป็นยาระบายอ่อนๆ ป้องกันอาการท้องผูกได้
ลองลิ้มรสเปรี้ยว
น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ มะขาม มะม่วงดิบ ยำวุ้นเส้น โป๊ะแตก สับปะรด กระท้อน
แม่ท้องควรรู้
อาหารที่มีรสเปรี้ยวมักมีพลังงานน้อยกว่าอาหารที่มีรสหวาน ไม่ทำให้อ้วนง่าย แต่ถ้าคุณแม่กินรสเปรี้ยวมากเกินไป อาจทำให้ท้องเสีย กระเพาะอาหารและลำไส้เกิดอาการระคายเคืองได้
4. รสขม
อาหารรสขมส่วนใหญ่มักมาจากพืชผักต่าง ๆ เช่น มะระ ผักโขม มะเขือพวง สะเดา ใบบัวบก ใบยอ ใบย่านาง อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ เช่น เบต้าแคโรทีน ธาตุเหล็ก โปแตสเซียม แคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์สำหรับแม่ท้อง เพราะช่วยบำรุงหัวใจ ลดการดูดซึมของไขมันและน้ำตาล มีใยอาหารสูง เป็นยาระบายธรรมชาติ ช่วยในการทำงานของระบบย่อยและดูดซึม
ลองลิ้มรสขม
ผัดมะระ สะเดาลวก แกงเห็ดใบย่านาง ห่อหมกใบยอ น้ำใบบัวบก ผัดผักโขม
แม่ท้องควรรู้
คุณแม่ท้องที่มีอาการแพ้ในไตรมาสแรก อาจต้องระมัดระวังในการทานรสขม เพราะอาจไปกระตุ้นให้อาเจียนได้ง่าย และแม่ท้องที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก็ควรกินอาหารในกลุ่มนี้บ่อย ๆ เพราะจะช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล
5. รสเผ็ด
วัตถุดิบที่มีรสเผ็ด เช่น ขิง พริก กระเทียม พริกไทย กะเพรา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลม การเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้แม่ท้องลดอาหารอึดอัดแน่นท้อง กระตุ้นให้เจริญอาหาร กินอาหารได้มากขึ้น
ลองลิ้มรสเผ็ด
น้ำขิง ปลานึ่งขิง ไก่ผัดกะเพรา หมูทอดกระเทียมพริกไทย
แม่ท้องควรรู้
คุณแม่ท้องไม่ควรกินอาหารรสเผ็ดจัด โดยเฉพาะขณะท้องว่างเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้
อาหารทุกรสชาติล้วนมีประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังนั้นเวลาทานอาหาร คุณแม่ท้องก็ควรจะต้องบาลานซ์รสชาติให้ดีๆ นะคะไม่ควรเน้นไปที่รสชาติใดมากเกินไป เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่และลูกในท้อง

ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กินโยเกิร์ตไขมันต่ำตอนท้อง ลูกเสี่ยงเป็นหอบหืด-ภูมิแพ้





นักวิจัยชี้ว่าที่คุณแม่ที่กินโยเกิร์ตไขมันต่ำระหว่างท้อง เพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้ เนื่องจากโยเกิร์ตประเภทดังกล่าวไม่มีกรดไขมัน
            ใน ที่ประชุมยูโรเปียน เรสเพอราทอรี โซไซตี้ นักวิจัยได้เปิดเผยรายงานที่ศึกษาจากสตรีเดนมาร์กกว่า 70,000 คนและลูก โดยติดตามผลจนกระทั่งลูกของกลุ่มตัวอย่างอายุ 7 ปี
            นัก วิจัยพบว่า สตรีมีครรภ์ที่กินโยเกิร์ตไขมันต่ำกับผลไม้วันละครั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1.6 เท่าที่ลูกที่คลอดออกมาจะเป็นโรคหอบหืดเมื่ออายุ 7 ขวบ และมีแนวโน้มมากขึ้น 3 เท่าที่จะเป็นโรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับเด็กที่แม่ไม่ได้กินโยเกิร์ตไขมันต่ำ
            ผล ศึกษายังบ่งชี้ว่า การกินนมระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหอบหืดที่เพิ่ม ขึ้นแต่อย่างใด แต่จริงๆ แล้วนมกลับช่วยป้องกันการเกิดโรคหอบหืด
            เอคา เทรินา มาสโลวา ผู้นำการจัดทำรายงานจากคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ทำงานโดยใช้ข้อมูลจาก Statens Serum Institut ในโคเปนเฮเก้น เดนมาร์ก ระบุว่าผลิตภัณฑ์นมเนยที่มีไขมันครบถ้วนตามปกติมีไขมันที่อาจช่วยตั้ง โปรแกรมระบบภูมิคุ้มกันของทารกให้ต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ต่างๆ
            “ผลลัพธ์ บ่งชี้ว่า กรดไขมันอาจมีบทบาทสำคัญ หรืออาจเป็นเพราะคนที่กินโยเกิร์ตประเภทนี้มีไลฟ์สไตล์และรูปแบบโภชนาการ คล้ายกัน หรือไม่ก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตแง่มุมอื่นที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยในขั้นนี้เรายังไม่อาจสรุปได้อย่างชัดเจน และจำเป็นต้องทำซ้ำผลลัพธ์นี้ในการศึกษาต่อไป”
            นอก จากนั้น งานวิจัยในอดีตของฮาร์วาร์ดเช่นเดียวกัน ยังแสดงให้เห็นว่า การกินผลิตภัณฑ์นมเนยไขมันต่ำเป็นประจำทุกวันแม้ในปริมาณเล็กน้อย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากเนื่องจากไม่ตกไข่ ในทางกลับกัน การกินผลิตภัณฑ์นมเนยที่มีไขมันตามปกติกลับเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
            ลี แอนน์ เม็ตคาล์ฟ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแอชมา ยูเค แสดงความคิดเห็นว่ามีหลักฐานมากมายบ่งชี้ว่า สภาพแวดล้อมก่อนคลอดมีอิทธิพลต่อสุขภาพของเด็ก
            “อย่าง ไรก็ตาม ผลจากโภชนาการของว่าที่คุณแม่ที่มีต่อสุขภาพของลูกเป็นเรื่องที่ยังต้องถก เถียงกันต่อไป เพราะยากที่จะประเมินได้ว่าโภชนาการของแม่ระหว่างตั้งครรภ์เชื่อมโยงกับความ เสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดและภูมิแพ้ของลูกอย่างไร
            “การ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและครบทุกหมู่ โดยเฉพาะระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง และเราแนะนำให้ว่าที่คุณแม่ปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงอาหารขนานใหญ่”

หมู่เลือด Rh+ และ Rh- สำคัญกับทารกในครรภ์อย่างไร



คนส่วนใหญ่หรือประมาณ 85% นั้นจะมีหมู่เลือดแบบ Rh+ ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนน้อยมากจะมีหมู่เลือดแบบ Rh- สามีภรรยาหลายคู่ที่อยากจะมีลูกแต่ไม่ทราบว่าตัวเองมีหมู่เลือดไม่ตรงกัน หรือเพราะไม่ได้ศึกษาและเตรียมวางแผนจะมีลูกอย่างละเอียด อาจจะเจอปัญหาเมื่อภรรยาตั้งครรภ์แล้วเด็กทารกเสียชีวิต ซึ่งเกิดจากปัญหาหมู่เลือดแบบ Rh+ และ Rh- ที่ไม่ตรงกันของพ่อและแม่นั้นเอง
โดยปกติหากพ่อและแม่มีหมู่เลือด Rh ตรงกัน เมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ เด็กทารกก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่สมมติว่าแม่มีหมู่เลือดแบบ Rh- พ่อมีหมู่เลือดแบบ Rh+ จะเกิดอันตรายกับเด็กทารกในครรภ์ทันที เพราะเมื่อเลือดของพ่อเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ ร่างกายของแม่จะสร้างสารต่อต้าน Rh+ ขึ้นมา โดยที่ไม่ทำอันตรายใดๆ กับร่างกายของแม่ แต่เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ สารต่อต้าน Rh+ ในเลือดของแม่จะเข้าสู่ทารก ก่อให้เกิดการทำลายในตัวทารก ซึ่งเป็นอันตรายกับชีวิตของทารกในครรภ์ได้ ซึ่งกรณีนี้จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษตั้งแต่เนิ่นๆ
ในปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ คุณหมอสามารถวินิจฉัยและช่วยเหลือให้เด็กปลอดภัยได้แล้ว โดยแพทย์จะให้สารยับยั้งการทำงานของสารต่อต้าน Rh+ เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ และให้อีกครั้งเมื่อหลังคลอด 72 ชั่วโมง นอกจากนั้นในระหว่างช่วงตั้งครรภ์ แพยท์จะเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจเลือดของทารก หากเป็น Rh+ ก็จะต้องตรวจสอบปฏิกิริยาต่อต้านของเลือดของแม่เป็นระยะๆ เพื่อสังเกตทารกในครรภ์และดูแลอย่างใกล้ชิด
ทางทีดีหากต้องการจะมีลูกจริงๆ สามีภรรยาควรที่จะตรวจเลือดให้ละเอียดเพื่อจะได้วางแผนรับมือได้อย่างถูก ต้องและทันเวลา เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์นะค่ะ

เปิดเพลงคลาสสิคให้ทารกในครรภ์ฟังลูกจะฉลาดขึ้นจริงหรือ




มีความเชื่อที่เคยได้ยินได้ฟังมา (จากใครเป็นผู้เริ่มก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ) ว่าเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ หากได้เปิดเพลงคลาสสิค เช่น เพลงของโมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart), เบโทเฟน (Ludwig van Beethoven) ให้ลูกในท้องฟัง เมื่อเด็กคลอดออกมาจะมีความฉลาดเฉลียว น่ารัก และอารมณ์ดีกว่าการไม่ได้เปิดเพลงให้ลูกฟัง วันนี้เรามีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องนี้ค่ะ

เสียงต่างๆ รอบตัวเรามีผลกระทบอย่างไรกับตัวเราบ้าง

เสียงรอบๆ ตัวของเรามีผลต่ออารมณ์ของเราอย่างมากค่ะ บางครั้งเราได้ยินเสียงบางอย่าง เช่น หากเราไปนอนริมชายหาดฟังเสียงน้ำทะเลซัดเข้าหาฝั่งอย่างช้าๆ ผสมผสานกับสายลมที่พัดโชยมา จะทำให้เราเกิดความสบายใจ ผ่อนคลาย หรือหากเป็นเสียงรถวิ่ง เสียงบีบแตรจากรถยนต์ถี่ๆ นอกจากจะดังแสบแก้วหูแล้วยังทำให้อารมณ์ของเราหงุดหงิดไปด้วยค่ะ

เสียงต่างๆ รอบตัวของแม่ที่ตั้งครรภ์มีผลกระทบอะไรกับทารกในครรภ์

ทารกในครรภ์จะได้รับผลกระทบอย่างมากกับอารมณ์ของแม่ หากคุณแม่มีอารมณ์ที่ดี ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดฟินซึ่งทำให้ร่างกายผ่อนคลาย และมีผลโดยตรงกับทารกในครรภ์ ทำให้ทารกผ่อนคลายไม่เครียด และทำให้การพัฒนาต่างๆ ของร่างกายทารกในครรภ์ดีกว่า

เสียงเพลงคลาสิกมีผลกระทบอะไรกับทารกในครรภ์

จากผลการวิจัยของนักวิจัย Dr. Leon Thurman ชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ฟังเพลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคลอดทารกออกมา ทารกจะมีพัฒนาการด้านร่างกายและไอคิวสูงกว่าทารกที่ไม่ได้ฟังเพลง แต่การวิจัยของ Dr. Leon Thurman นี้ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิคเท่านั้นนะค่ะ และยังมีผลการวิจัยของ Dr. Thomas R. Verny ซึ่งเป็นจิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประเทศสหรัฐอเมริกา และยังเป็นประธานสมาคมเกี่ยวกับการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในสหรัฐอเมริกาอีก ด้วย ท่านได้ทดลองให้คุณแม่ได้ร้องเพลงกล่อมเด็กขณะที่ยังตั้งครรภ์อยู่ทุกๆ วัน เมื่อคลอดออกมาหากร้องไห้หรืองอแง แต่เมื่อทารกได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กของแม่ที่แม่เคยร้องให้ฟังตั้งแต่สมัย ตั้งครรภ์ ทารกจะนิ่งสงบลงและสนใจในเสียงเพลงกล่อมเด็กอย่างน่าอัศจรรย์
ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิคเท่านั้นหรอกนะค่ะทารกจึงจะมี พัฒนาการที่ดี เพราะผลการวิจัยไม่ได้ระบุไว้ แต่ระบุว่าเสียงที่มีผลก็คือ เสียงที่มีจังหวะทำนองเบาๆ เช่น เพลงบรรเลง แต่ที่เขาเลือกใช้เพลงคลาสสิคก็เพราะว่าเขาไม่มีเพลงบรรเลงแบบอื่น ในขณะที่ถ้าเป็นประเทศไทยเราก็สามารถใช้เพลงไทยเดิมที่มีจังหวะช้าๆ เบาๆ ทดแทนก็ได้ค่ะ อย่าไปเชื่อคำโฆษณาที่ว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิคของคนนี้คนนั้นเท่านั้นนะค่ะ เพราะสิ่งสำคัญคือจังหวะและทำนองที่เบาๆ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็กค่ะ หรือหากคุณแม่จะใช้วิธีร้องเพลงกล่อมเด็กให้ลูกฟังแทนก็ได้ค่ะ
แล้วเวลาไหนเหมาะที่จะให้ทารกในครรภ์ฟังเพลง
ช่วงตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนเป็นต้นไปและควรจะเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ได้พักสบายๆ ไม่เร่งรีบอะไร อาจจะเป็นช่วงเย็นๆ หลังอาหารเย็นก็ได้ หรือดูจากอาการของลูกว่าลูกตื่นตัวพร้อมจะรับฟังดนตรีหรือไม่ โดยสังเกตได้จากการดิ้นของลูก หากลูกดิ้นแสดงว่าลูกยังไม่หลับค่ะ เปิดเพลงหรือร้องเพลงกล่อมเด็กให้ลูกในท้องฟังครั้งละประมาณ 10-15 นาทีก็พอแล้วค่ะ ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งวันทั้งคืนนะค่ะ และควรจะเปิดหรือร้องเพลงเดิมๆ เพื่อให้ลูกได้จดจำทำนองค่ะ
แล้วจะให้ทารกในครรภ์ฟังเพลงได้อย่างไร
เดี๋ยวนี้จะมีอุปกรณ์หูฟังขนาดใหญ่ที่เอาไว้คลอบท้องของคุณแม่ ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่าลูกจะไม่ได้ยินขนาดนั้นก็ได้ ค่ะ ขอแค่ให้แม่ได้ยินเสียงเพลงอย่างชัดเจนก็ถือว่าใช้ได้แล้วค่ะ