จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่ เด็ก ตั้งครรภ์ อาหารช่วงตั้งครรภ์ ท้อง ลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่ เด็ก ตั้งครรภ์ อาหารช่วงตั้งครรภ์ ท้อง ลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 4 – 6 )

ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 4 – 6 )



การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

คุณ แม่ส่วนใหญ่พบว่าไตรมาสสองของการตั้งครรภ์การเปลี่ยนแปลงสามารถพบได้ ง่ายกว่าไตรมาสแรก แต่ยังคงมีความสำคัญที่กล่าวถึงในช่วงระยะนี้

จะ พบว่าอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเช่นคลื่นไส้ และ อ่อนเพลียได้หมดไป แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นทางด้านร่างกายกำลังจะเกิดขึ้น เช่น หน้าท้องจะเริ่มเห็นได้ชัด น้ำหนักเพิ่มขึ้น และ ทารกในครรภ์เจริญเติบโตขึ้น และ ก่อนไตรมาสที่สาม คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงทารกในครรภ์มีการเคลื่อนไหว และจะพบว่าระยะนี้จะมีอาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นได้

อาการปวดเมื่อยต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้มีดังนี้

• รู้สึกเจ็บในท้อง ก้นกบและ ต้นขา
• ปวดหลัง
• หายใจสั้น
• ผิวหนังหน้าท้องลาย
• ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง แห้ง และ คล้ำลง
• มือและนิ้วมีขนาดใหญ่ขึ้น
• อาการตะคริวที่น่อง
• หากคุณแม่มีอาการคันที่ท้อง ฝ่ามือ และ หลังเท้า ให้ปรึกษาแพทย์ถ้าหากมีอาการร่วมกับคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียน ตัวเหลือง หรือ อ่อนเพลีย เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจจะเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับตับที่เรียกว่า ดีซ่าน


น้ำหนักเพิ่ม

การเพิ่มน้ำหนักมี ความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยปกติน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอาทิตย์ละ 1 /2 ก.ก. หรือ ประมาณ 2 ก.ก. ต่อเดือนในช่วงไตรมาสนี้

การเปลี่ยน แปลงของทารก เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สอง ทารกในครรภ์จะหนักประมาณ 1 ก.ก.และยาวประมาณ 30 ฃ.ม. จะมีการพัฒนาของนิ้วมือ นิ้วเท้า ขนตา คิ้ว ประมาณเดือนที่ 5 คุณแม่สามารถรับรู้ได้ถึงการดิ้นของทารก และเมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สอง จะพบว่า อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด และไต ได้มีการพัฒนาอย่างเต็มที่


การตรวจต่างๆ ในช่วงไตรมาสที่สอง

ช่วง ไตรมาสที่สองคุณแม่ควรจะพบสูตินรีแพทย์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้อาจมีการทำอัลตราซาวนด์เพื่อดูการพัฒนาและสุขภาพของทารกในครรภ์ และอาจจะสามารถดูเพศของทารกได้ด้วย รวมถึงการตรวจอย่างอื่นเพื่อดูความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจถ่ายทอดมาแม่และพ่อ หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่มีประวัติความผิดปกติทางพันธุกรรมใน ครอบครัวเลยก็เป็นได้ ยิ่งเมื่อคุณแม่อายุเกิน 35 ปียิ่งมีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมในทารกได้

การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม สามารถตรวจได้จาก

การตรวจน้ำคร่ำ
( amniocentesis )

สามารถ กระทำได้เมื่อตั้งครรภ์แล้วอย่างน้อย 16 สัปดาห์ วิธีการตรวจแพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านทางหน้าท้องเข้าผ่านไปที่มดลูก และเข้าสู่รก เพื่อนำน้ำคร่ำออกมาตรวจ เซลล์จากน้ำคร่ำจะถูกตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งน้ำคร่ำสามารถนำมาตรวจ AFP ได้ด้วย ความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจจะมีประมาณ 1 ใน 200

Chorionic Villus Sampling (CVS)

สามารถ กระทำได้ระหว่าง 10-12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ แพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านหน้าท้องเข้าไปที่รก และ จะทำตัวอย่างเนื้อเยื่อจากรกมาตรวจ แต่การตรวจชนิดนี้ไม่สามารถตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับ open neural tube ได้ ซึ่งความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจจะมีประมาณ 1 ใน 200 Maternal Serum Screening Test การตรวจเลือดสามารถทำได้หลายอย่างมีชื่อเรียกการตรวจแตกต่างกันไป เช่น triple test, quad screen ซึ่งจะนิยมทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 15 – 20 สัปดาห์ เป็นการตรวจหาความผิดปกติเช่น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defects

การตรวจเลือด
จะ ตรวจทั้ง alpha-fetoprotein (AFP) , estriol and human chorionic gonadotropin (hCG) บางครั้งแพทย์อาจจะทำการตรวจ inhibin-A ร่วมด้วย ผลของ AFP ที่สูงอาจจะนำไปสู่ความผิดปกติของ open neural tube ได้

ในหญิง ตั้งครรภ์ที่อายุ 35 ปีหรือมากกว่า พบว่า 80% ของทารกจะเป็น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defect ในกลุ่มอายุนี้ อาจมีผลที่เป็นบวกหลอกได้ นั่นคือผลตรวจผิดปกติ แต่จริงๆ แล้วทารกไม่ได้ผิดปกติได้ ประมาณ 22% สำหรับในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี พบความผิดปกติได้ 65% ของทารกจะเป็น Down syndrome, trisomy 18, หรือ open neural tube defect และมีค่าผลบวกหลอกประมาณ 5%

Targeted Ultrasound
ช่วง เวลาที่ดีที่สุดของการทำอัลตราซาวนด์ จะอยู่ระหว่าง 18-20 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ซึ่งปัญหาต่างๆ ของทารกจะสามารถเห็นได้ แต่ความผิดปกติทางร่างกายอื่นๆ เช่น นิ้วปุ้ม หรือ หัวใจผิดปกตินั้นไม่สามารถตรวจพบได้

การทำอัลตราซาวนด์จะทำให้มอง เห็นความผิดปกติของสันหลัง เช่น spina bifida (กระดูกสันลังมีรอยโหว่ ) และรวมถึงการมองเห็นเพศของทารกได้ด้วย แต่การทำอัลตราซาวนด์นั้นไม่สามารถที่จะวินิจฉัยโรค Down syndrome ได้ มีเพียงแค่ 1 ใน 3 ของทารกเท่านั้นที่สามารถบ่งบอกได้ด้วยอัลตราซาวนด์                                                                                                                                                                                                                   ขอบคุณข้อมูลจก         นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ( เดือนที่ 1 – 3 )



การ เปลี่ยนแปลงของร่างกาย ระยะ 3เดือนแรกของการตั้งครรภ์หรือไตรมาสแรก ร่างกายคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากมีการปรับตัวเพื่อให้ทารกเจริญเติบโต คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดหลัง อารมณ์เปลี่ยนแปลง และ เครียด ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับบางคนแล้วอาจจะไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นเลยก็ได้ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว อาการบางอย่างอาจเกิดขึ้นทำให้คุณแม่จำต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันที่ เคยทำไป อาการเหล่านี้ ได้แก่

เหนื่อยง่าย

หลายๆคนมักเกิดอาการเหนื่อยง่ายใน ช่วงไตรมาสแรก แต่ไม่ต้องกังวลใจ เพราะนี่เป็นอาการปกติ เนื่องจากร่างกายจะบอกคุณแม่ว่าถึงเวลาที่จะพักได้แล้วหลังจากร่างกายได้ทำ งานอย่างหนักเพื่อพัฒนาชีวิตน้อยๆ ในครรภ์ เมื่อคุณแม่มีอาการเหนื่อยอ่อนควรจะ

1.นอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมงในช่วงกลางคืนและพักช่วงสั้นๆ ในเวลากลางวันหากเป็นไปได้

2.พักทุกครั้งเมื่อมีอาการเหนื่อย

3.พยายาม นอนตะแคงซ้าย ซึ่งจะช่วยลดความดันจากเส้นเลือดที่ส่งออกซิเจนและสารอาหารไปสู่ทารกในครรภ์ ถ้ายิ่งมีอาการความดันสูงในช่วงตั้งครรภ์แล้ว การนอนตะแคงซ้ายจะช่วยได้ดีที่สุด

4.ถ้ามีอาการเครียด พยายามหาวิธีในการผ่อนคลายจิตใจ วิธีใดก็ได้ที่คุณคิดได้ คลื่นไส้และอาเจียน ปกติแล้วอาการคลื่นไส้และอาเจียนมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า ซึ่งเรียกกันว่า Morning Sickness แต่บางรายอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปหลังจากไตรมาสแรก


ลองดูวิธีต่างๆ ที่จะช่วยลดและป้องกัน การคลื่นไส้และอาเจียน

1.รับ ประทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ประมาณ 6-8 มื้อต่อวันแทนที่จะเป็น 3 มื้อใหญ่และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน และ อาหารรสเผ็ดจัด

2.พยายาม รับประทานอาหารจำพวกแป้ง เช่น ขนมปัง ขนมปังกรอบ หรือ ซีเรียลแห้งๆ เมื่อคุณรู้สึกว่าคลื่นไส้ อาจจะนำอาหารที่กล่าวมาไว้ข้างๆเตียงเพื่อจะได้รับประทานเมื่อตื่นนอนตอน เช้า หรือจะได้หยิบสะดวกเมื่อมีอาการคลื่นไส้ช่วงกลางดึก

3.ลองดื่มน้ำจำพวกน้ำขิง ระหว่างมื้อ และเครื่องดื่มอุ่น ๆ เล็กน้อยก่อนนอน หรือตอนดึก

4.ปรึกษา แพทย์ถ้าคิดว่าวิตามินที่รับประทานนั้นจะทำให้อาการคลื่นไส้แย่ลง บางครั้งอาจจะเปลี่ยนเวลารับประทานวิตามิน เช่น ทานก่อนนอนแทนที่จะเป็นในช่วงเช้า

5.ถ้าไม่ดีขึ้นอาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอวิตามิน B6 เพิ่มเติมเมื่ออาการคลื่นไส้และอาเจียนรุนแรง

6.ถ้า คุณแม่มีอาการอาเจียนมากขึ้น ควรจะพบแพทย์เนื่องจากร่างกายอาจจะสูญเสียน้ำอย่างมากจนอาจเกิดอาการขาดน้ำ (Dehydration) ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

7.บาง รายอาการรุนแรงอาจจะส่งผลให้เกิดการชาดสารอาหารและชาดน้ำเมื่ออาการนี้เกิด ขึ้นจะเรียกว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) ซึ่งอาการนี้จะเกิดเมื่อคุณแม่อาเจียนมากๆ หลายๆ ครั้งต่อวันในช่วง 3-4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

คุณแม่ที่มีอาการ HG ควรที่จะพยายามดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียอิเลคโตรไลด์ในร่างกาย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะน้ำหนักลดอาจมากกว่า 5% ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ หากอาการรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำและอาหาร ทางหลอดเลือดดำ

อาการ HG นั้นจะเริ่มดีขึ้นเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ แต่บางรายอาการนี้อาจจะรุนแรงและนานถึง ช่วงไตรมาสสามก็สามารถเป็นได้ หากสนใจเรื่อง Hyperemesis Gravidarum (HG) สามารถเข้าไปศึกษาได้จาก Website ของ Hyperemesis Education and Research (HER) Foundation

ปัสสาวะบ่อย

คุณแม่วิ่งเข้าห้องน้ำแทบจะตลอด เวลาหรือไม่ เพราะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ มดลูกจะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งจะไปกดที่กระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดอาการ ปัสสาวะบ่อย หากปัสสาวะบ่อยร่วมกับมีอาการปวด แสบ และมีหนองหรือเลือดปนมากับปัสสาวะ ให้รีบพบแพทย์เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและจำเป็นต้อง ได้รับการรักษา

น้ำหนักเพิ่ม

ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ การเพิ่มของน้ำหนักตัวยังมีไม่มากนัก ประมาณ ½ ก.ก.ต่อเดือน การเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ทารกจะมีขนาดยาวประมาณ 7.5 ช.ม. หนักประมาณ 15 กรัม ตาทั้งสองข้างยังอยู่ใกล้กัน หูอยู่ในตำแหน่งปกติ ตับสามารถผลิตน้ำดี และไตสามารถขับปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ถึงแม้ว่าคุณแม่จะยังไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารก แต่จริงๆ แล้วทารกนั้นเคลื่อนไหวตอบสนองเมื่อมีการกดที่หน้าท้อง

การพบแพทย์


ในช่วงเดือนแรกของการ ตั้งครรภ์ การพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับช่วงแรกของการตั้งครรภ์ คำถามที่แพทย์จะสอบถามมักได้แก่

• ประวัติสุขภาพ เช่น ประวัติการเจ็บป่วย การผ่าตัด และ การตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมา ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
• การวัดความดันและชั่งน้ำหนัก ตรวจร่างกายอย่างสมบูรณ์
• การตรวจเชิงกรานและการทำ Pap test
• การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ
• กำหนดวันคลอดอย่างคร่าวๆ
• ตอบข้อสงสัยต่างๆจากคุณแม่ การตรวจต่างๆ ในช่วงไตรมาสแรก การตรวจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นคือ การตรวจเลือด ว่าซีดหรือไม่ ซิฟิลิส เอดส์ ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจปัสสาวะ การเพาะเชื้อหากมีการติดเชื้อ หรือ การอัลตราซาวนด์ ซึ่งแพทย์จะต้องมีการอธิบายและแจ้งในช่วงการเข้ามาพบแพทย์

การตรวจพิเศษ

อาจรวมถึง Nuchal Translucency Screening (NTS) เป็นการตรวจพิเศษชนิดใหม่ที่จะทำในช่วงสัปดาห์ที่ 11 - 14 ของการตั้งครรภ์โดยการอัลตราซาวนด์ ดูความหนาของเนื้อเยื่อบริเวณหลังของตัวอ่อน ซึ่งมักทำร่วมกับการเจาะเลือดเพื่อหาระดับโปรตีนที่เรียกว่า alphafetoprotein, human chorionic gonadotropin (hCG) และ ฮอร์โมน Estrogen โดยข้อมูลทั้งสองนี้ แพทย์จะใช้เพื่อการวินิจฉัยว่าตัวอ่อนจะมีโอกาสที่จะผิดปกติหรือไม่

จาก การศึกษาล่าสุด NTS พบ 87% ของจำนวนที่พบว่ามีความผิดปกติที่เรียกว่า โรคดาวน์ซินโดรมได้ เมื่อตรวจขณะตั้งครรภ์ได้ 11 สัปดาห์ เมื่อได้รับการตรวจเลือดเพิ่มในช่วงไตรมาสสอง ก็พบว่า 95% ของตัวอ่อนที่มีความผิดปกติของดาวน์ซินโดรมสามารถตรวจสอบได้อย่างไรก็ตามผล ที่ออกมาอาจมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ ใน 5% ผู้หญิงที่ได้รับการตรวจ NTS ผลแสดงว่าทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะผิดปกติ ทั้งๆ ที่ทารกสุขภาพดีได้ เรียกว่าผลบวกหลอก (False positive) เพื่อความมั่นใจในผลที่ได้รับ

เมื่อ มีการทดสอบด้วย NTS แล้วมักจะมีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมเช่น การตรวจ เซลล์ของรก ( chorionic villus sampling - cvs ) หรือการตรวจน้ำคร่ำ (amniocentesis)

Chorionic Villus Sampling (CVS)

มัก จะทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 10 และ 12 สัปดาห์ โดยที่แพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านทางหน้าท้อง เข้าไปที่รก และจะดูดเอาตัวอย่างหรือน้ำคร่ำ เพื่อนำมาตรวจหาโดรโมโซม การตรวจพิเศษชนิดนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติของเส้น ประสาทหรือไม่ และผลตรวจ 1 ใน 200 ของผู้หญิงที่ได้รับการตรวจอาจจะมีผลที่ผิดพลาดได้

ขอบคุณข้อมูลจาก
 นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กินโยเกิร์ตไขมันต่ำตอนท้อง ลูกเสี่ยงเป็นหอบหืด-ภูมิแพ้





นักวิจัยชี้ว่าที่คุณแม่ที่กินโยเกิร์ตไขมันต่ำระหว่างท้อง เพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้ เนื่องจากโยเกิร์ตประเภทดังกล่าวไม่มีกรดไขมัน
            ใน ที่ประชุมยูโรเปียน เรสเพอราทอรี โซไซตี้ นักวิจัยได้เปิดเผยรายงานที่ศึกษาจากสตรีเดนมาร์กกว่า 70,000 คนและลูก โดยติดตามผลจนกระทั่งลูกของกลุ่มตัวอย่างอายุ 7 ปี
            นัก วิจัยพบว่า สตรีมีครรภ์ที่กินโยเกิร์ตไขมันต่ำกับผลไม้วันละครั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1.6 เท่าที่ลูกที่คลอดออกมาจะเป็นโรคหอบหืดเมื่ออายุ 7 ขวบ และมีแนวโน้มมากขึ้น 3 เท่าที่จะเป็นโรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับเด็กที่แม่ไม่ได้กินโยเกิร์ตไขมันต่ำ
            ผล ศึกษายังบ่งชี้ว่า การกินนมระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหอบหืดที่เพิ่ม ขึ้นแต่อย่างใด แต่จริงๆ แล้วนมกลับช่วยป้องกันการเกิดโรคหอบหืด
            เอคา เทรินา มาสโลวา ผู้นำการจัดทำรายงานจากคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ทำงานโดยใช้ข้อมูลจาก Statens Serum Institut ในโคเปนเฮเก้น เดนมาร์ก ระบุว่าผลิตภัณฑ์นมเนยที่มีไขมันครบถ้วนตามปกติมีไขมันที่อาจช่วยตั้ง โปรแกรมระบบภูมิคุ้มกันของทารกให้ต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ต่างๆ
            “ผลลัพธ์ บ่งชี้ว่า กรดไขมันอาจมีบทบาทสำคัญ หรืออาจเป็นเพราะคนที่กินโยเกิร์ตประเภทนี้มีไลฟ์สไตล์และรูปแบบโภชนาการ คล้ายกัน หรือไม่ก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตแง่มุมอื่นที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยในขั้นนี้เรายังไม่อาจสรุปได้อย่างชัดเจน และจำเป็นต้องทำซ้ำผลลัพธ์นี้ในการศึกษาต่อไป”
            นอก จากนั้น งานวิจัยในอดีตของฮาร์วาร์ดเช่นเดียวกัน ยังแสดงให้เห็นว่า การกินผลิตภัณฑ์นมเนยไขมันต่ำเป็นประจำทุกวันแม้ในปริมาณเล็กน้อย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากเนื่องจากไม่ตกไข่ ในทางกลับกัน การกินผลิตภัณฑ์นมเนยที่มีไขมันตามปกติกลับเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
            ลี แอนน์ เม็ตคาล์ฟ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแอชมา ยูเค แสดงความคิดเห็นว่ามีหลักฐานมากมายบ่งชี้ว่า สภาพแวดล้อมก่อนคลอดมีอิทธิพลต่อสุขภาพของเด็ก
            “อย่าง ไรก็ตาม ผลจากโภชนาการของว่าที่คุณแม่ที่มีต่อสุขภาพของลูกเป็นเรื่องที่ยังต้องถก เถียงกันต่อไป เพราะยากที่จะประเมินได้ว่าโภชนาการของแม่ระหว่างตั้งครรภ์เชื่อมโยงกับความ เสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดและภูมิแพ้ของลูกอย่างไร
            “การ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและครบทุกหมู่ โดยเฉพาะระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง และเราแนะนำให้ว่าที่คุณแม่ปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงอาหารขนานใหญ่”